เรื่องเซ็กซ์ๆ และความไร้เดียงสาของใคร ?
 

*เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์*

Y Tu Mamá También ชื่อภาษาอังกฤษ And You Mother Too เป็นภาพยนตร์สัญชาติเม็กซิกัน ของผู้กำกับ Alfonso Cuarón (Harry Potter and the Prisoner of Azkaban,Children of Men)
ออกฉายในปีพ.ศ. 2544 ซึ่งยังไม่มีระบบการจัดเรตติ้งเหมือนในปัจจุบัน ทำให้ภาพยนตร์ถูกแบนฉายในทุกกรณี ด้วยความล่อแหลมทางด้านเพศในหลายๆ ฉาก แต่ ณ ปัจจุบัน Y Tu Mamá También ได้รับลิขสิทธิ์ถูกกฎหมายในการนำเข้ามาฉายในรูปแบบ DVD เป็นที่เรียบร้อย

Y Tu Mamá También กล่าวถึงวัยรุ่น 2 คน คือ เทนอช อีตูร์บีเด (Diego Luna) และฮูลิโอ ซาปาต้า (Gael García Bernal) โดยพวกเขาใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมที่แฟนสาวของพวกเขาไปเที่ยวยุโรป ในการชักชวน ลุยซ่า คอร์เตช(Luisa Cortés) หญิงสาวชาวสเปนซึ่งอายุมากกว่าที่พบในงานวันแต่งงานของพี่สาวเทนอช ไปท่องเที่ยว ณ ชายหาดที่ชื่อว่า “ปากสวรรค์” ชายหาดที่ 2 หนุ่มอุปโลกน์ ขึ้นมาเอง เพียงเพื่อหวังผลทางเพศล้วนๆ

หนังค่อนข้างจะอื้อฉาวในฉากร่วมเพศที่เร่าร้อนตั้งแต่ต้นเรื่อง ร่วมทั้งมีฉากการใช้ยาเสพติด ฉากการแข่งขันกันช่วยตัวเองของ 2 หนุ่ม จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่หนังจะไปสะกิดต่อมจับผิดของกองเซนเซอร์จนเป็นเดือดเป็นร้อนและแบนการเข้าฉายในโรงฯประเทศไทยโดยทันที

เชื่อเหลือเกินว่าหากผู้ชม ชมภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ก็จะพบว่า Y Tu Mamá También เป็นหนัง Coming of age ของวัยรุ่น 2 คน ที่กำลังค้นหาตัวเองเพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งแน่นอนหนังในแนวทางนี้ มักจะหนีไม่พ้นเรื่องเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในช่วงอยากรู้อยากลองของวัยรุ่น และอาจรวมไปถึงสิ่งเสพติดด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีทางปกติของวัยรุ่นที่กำลังเติบโตไปตามร่างกายและก้าวข้ามไปสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งอาจเรียกตามหลักการว่า “จิตวิทยาทางเพศนั่นเอง”

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเด็ก 2 คนนี้ เกิดการแข่งขัน กันในหลายๆทางโดยเฉพาะเรื่องเพศ การคุยเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กับแฟนของแต่ละคนด้วยความโอ้อวดในความเก่งกาจของตนเอง การติติงอวัยวะเพศของอีกฝ่ายที่น่าเกลียดและเล็กจิ๋ว หรือแม้กระทั่งการแข่งขันกันสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอย่างไม่อายฟ้าดิน เป็นที่แน่นอนว่าผู้ชมจะพบในสิ่งที่หนังนำเสนอภาพของเด็กทั้ง 2 คนนั้น ไม่พ้นไปกว่าเรื่องเพศเลย

ตัวละครที่สำคัญที่เข้ามาในชีวิตของเด็กหนุ่มทั้งสองก็คือ ลุยซ่า เธอมาร่วมงานแต่งงานของพี่สาวเทนอช และที่สำคัญเธอเป็นภรรยาของ จาโน่ ญาติห่างๆ ของเทนอช อีกด้วย แต่เด็กทั้งสอง ก็ไม่วายโชว์ความเก่งกาจ ในการจีบเธอด้วยการชักชวนไปเที่ยวในหาดที่เธอไม่เคยรู้จัก พล็อตเรื่องดำเนินให้ ลุยซ่า พบเหตุการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์จากการนอกใจของสามีของผู้เป็นที่รัก ทำให้เธอตัดสินใจ หนีจาโน่ ไปร่วมเดินทางค้นหาหาดสวรรค์ กับหนุ่มน้อยทั้ง 2

ผู้ชมทราบความจริงว่า ลุยซ่า รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งในระยะสุดท้าย และกำลังจะตายในไม่ช้า เธอเสียใจว่าเธอต้องตายในสภาวการณ์ที่รู้ว่าสามีของเธอนอกใจ เธอจึงไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องตรอมใจตายอย่างไร้ความหมาย แต่เธอกลับยอมไปร่วมทริปกับชายหนุ่มทั้งสอง ทั้งๆที่รู้ว่า พวกเขาทั้งสอง หวังทำมิได้มิร้ายกับเธอ หนังจึงกลายเป็น Road Movie ที่นำทางด้วยรถเก่าๆ ด้วยคน 3 คน ชาย 2 หญิง 1 ที่ออกตามหาเป้าหมายดินแดนลึกลับ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้คนทั้งสาม พบบางสิ่งที่เกินกว่าจะอธิบาย

Y Tu Mamá También อาจฉาบหน้าด้วยเรื่อง เซ็กซ์ของเด็กทั้งสอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อเส้นเรื่องหลัก และการค้นหาความหมายชีวิตของหญิงสาวผู้อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต โดยที่เด็กหนุ่มทั้งสองไม่เคยรู้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่หนังทำท่าทางแปลกประหลาด ตั้งแต่ต้นเรื่อง นั่นคือการแทรกเสียงผู้บรรยาย ขึ้นมาอย่างห้วนๆเป็นช่วงๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เรียบนิ่ง ไร้ความรู้สึก และอารมณ์ใดๆ

และที่สำคัญเป็นการตัดเสียงบรรยากาศรอบข้าง ( Ambient Sound) ออก นั่นเท่ากับว่า ผู้กำกับต้องการให้ผู้ชม เพ่งความสนใจไปที่เสียงของผู้บรรยาย และภาพที่อยู่ตรงหน้าเพียงเท่านั้น โดยตัดอารมณ์ร่วมกับตัวละครอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่นิยมในหนังทั่วไป นอกจากผู้กำกับ กำลังสื่อความหมายนัยแฝงต่างๆ อย่างมีเล่ห์นัย

ทั้งนี้ระหว่างการดำเนินเรื่อง เสียงผู้บรรยาย ก็สอดแทรกแสดงทัศนะต่างๆ เกี่ยวกับเนื้อเรื่องบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง แต่ที่แน่ๆ สิ่งเหล่านั้นไม่ทำให้เส้นเรื่องหลักเสียไปจนผู้ชมคล้อยหลับอย่างในหนังอาร์ตทั่วๆไป แต่กลับมีดีกรีความสนุกน่าติดตาม จนสิ่งที่แอบสอดแทรกอยู่ในหนัง กลายเป็นประเด็นน้ำจิ้มโดยทันที

หากเพ่งพินิจกับสิ่งที่ถูกเชื่อมโยงในภาพยนตร์ ตั้งแต่การก่อการประท้วงของพี่สาวของ ฮูลิโอ้ ซึ่งอยู่ฝ่ายซ้าย การมีศพข้างถนน การที่ทหารตั้งด่านดักรถ การจับประชาชนในชนบท การใช้เสียงบรรยายเหน็บแหนมประธานาธิบดีในการสังหารหมู่ประชาชน หรือรถคาราวานในแถวชนบทต่างๆ มากมาย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการยกตัวอย่างแต่เพียงข้างต้นเท่านั้น และการเชื่อมโยงบริบทที่บอกไว้ในตอนท้ายเรื่องว่า “พรรคปฎิวัติสถาบันได้แพ้การเลือกตั้ง หลังจากปกครองมานานถึง 71 ปี “ นั่นพอจะเห็นความตั้งใจของ Alfonso Cuarón ในการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองประเทศในยุคที่พรรคปฎิวัติสถาบันเป็นรัฐบาลได้ทันที โดยพรรคปฎิวัติสถาบันแพ้เลือกตั้งในปี ค.ศ. 2000 Y Tu Mamá También ถูกฉายในปีต่อมา 2001

ดังนั้นในแง่ของความลึกของภาพยนตร์แล้ว Y Tu Mamá También จึงไม่ใช่เพียงการก้ามผ่านพ้นของเด็กหนุ่มทั้งสองเพียงเท่านั้น แต่มันอาจบ่งบอกถึงการก้าวผ่านพ้นยุคสมัยใหม่ของเม็กซิโกอีกนัยหนึ่งโดยทันที หลังจากถูกกดขี่จากรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง เกิดภาวะเงินเฟ้อ ชนชั้นแรงงานยากจน ประชาชนต่างอพยพออกนอกประเทศเพื่อไปเป็นแรงงานต่างด้าวที่อเมริกา มิหนำซ้ำยังเกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นมากมาย และไร้ทางเยียวยา

ภาพยนตร์ใช้ตัวละครเด็กหนุ่มทั้งสองดำเนินเรื่อง ซึ่งมีการชิงดีชิงเด่นกันมาตลอด แม้จะเป็นเพื่อนรักกันแต่ก็มีความบาดหมางขัดแย้งแบบเด็กๆ และด้วยความลึกล้ำ Alfonso Cuarón ซึ่งเขียนบทร่วมกับน้องชาย Carlos Cuarón จึงสร้างตัวละครที่มีความขัดแย้งในทางจิตวิทยาทางเพศอยู่แล้วตามเส้นเรื่อง ผนวกเข้ากับสัญญะทางสังคมซึ่งใส่รหัสซับซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

นั่นคือการ สร้างตัวละครทั้งสอง ให้มีความแตกต่างทางชนชั้น เทนอช ผู้ซึ่งพ่อเป็นนักการเมืองที่มีเพื่อนเป็นถึงประธานาธิบดี บ้านของเทนอช มีคนรับใช้มากมาย บ้านโอ่อ่าใหญ่โต ซึ่งชัดเจนว่าเป็นภาพแทนคนชนชั้นสูงในสังคมของเม็กซิโก ซึ่งขัดแย้งกับบ้านของ ฮูลิโอ้ ซึ่งเป็นชนชั้นกลางในสังคม แม่เป็นเลขาบริษัท ที่ทำงานทั้งชีวิตก็ไม่มีทางสบาย ส่วนพี่เป็นนักเดินขบวนฝ่ายซ้าย

ประเด็นต่อมาคือเรื่องชื่อของตัวแสดงทั้งสาม อาจหมายถึงตัวแสดงทุกตัวในเรื่อง แต่ที่เด่นชัดคือ ตัวละครหลักทั้งสามคน หญิงสาวชาวสเปนนาม ลุยซ่า คอร์เตซ หากพินิจพิเคราะห์จะพบว่า ประเทศเม็กซิเคยอยู่ใต้อาณานิคมของสเปนมาก่อน และผู้ค้นพบประเทศเม็กซิโก ก็คือ เฮอร์นัน คอร์เตช (Hernán Cortés) ซึ่งจะสังเกตเห็นว่านามสกุลจะตรงกันกับ ลุยซ่า คอร์เตซ

เทนอช อิตูร์บิเด วัยรุ่นชนชั้นสูง ชื่อเทนอช อาจหมายถึง เทนอชตีตลัน (Tenochtitlan) ชื่อเมืองหลวงตั้งแต่สมัยโบราณกาลของเม็กซิโก และยังเป็นที่ตั้งของ Mexico city เมืองหลวงในปัจจุบันอีกด้วย มิหนำซ้ำ คำว่า อีตูร์บีเด ยังหมายถึง อากุสติน เด อีตูร์บีเด ผู้นำคนแรกของเม็กซิโก ซึ่งได้รับสถาปนาเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเม็กซิโกที่ 1 หลังจากได้นับเอกราชจากสเปน
และคนสุดท้าย ฮูลิโอ ซาปาต้า เด็กหนุ่มจากชนชั้นกลาง ชนชั้นคนส่วนมากในเม็กซิโก และเป็นชนชั้นที่มักก่อการประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาล หากย้อนไปดูตามประวัติศาสตร์เม็กซิโก

ปรากฏว่า มีบุคคลท่านหนึ่งชื่อ เอมีเลียโน่ ซาปาต้า (Emiliano Zapata) ซึ่งเป็นนักปฎิวัติจากฝ่ายซ้าย ซึ่งต่อสู้เรียกร้องให้กับคนรากหญ้า จนเป็นไอคอนฮีโร่ของคนชนชั้นรากหญ้าของเม็กซิโก และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในภาคพื้นชนบทที่เป็นชาวพื้นเมืองของเม็กซิโก ก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้าในเวลาต่อมา ดังนั้นภาพลักษณ์ของ ซาปาต้า จึงเป็นภาพสัญลักษณ์แทนกลุ่มชนชั้นรากหญ้าอย่างแท้จริง

ดังนั้นความสมบูรณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงกลายเป็นความอิ่มเอมของเส้นเรื่องหลักสองเรื่องที่เดินเส้นขนานกันตลอดทั้งเรื่อง และเป็นเส้นตรงที่พร้อมขมวดเข้าบรรจบกันได้ทุกเมื่อ นัยยะหลักอาจหมายถึง ความไร้เดียงสาของเด็ก 2 คน ที่แข่งขันแย่งชิงดีชิงเด่นว่าตัวเก่งเรื่องเพศเสียเต็มประดา แต่เมื่อเอาเข้าจริงแล้ว ลุยซ่า สาวสเปนรู้อย่างดีที่สุดว่า เด็กทั้งสองคนนั้น หรือจะตีความขนาบข้างไปกับนัยยะแฝงพร้อมกัน ด้วยว่าเด็กทั้งสองช่างอ่อนหัดเรื่องเพศเสียกระไรยิ่ง ซึ่งก็หมายถึงการเมือง 2 ขั้วที่แสร้งทำเก่งตั้งแต่ ได้เอกราชจากสเปน ก็ไม่สามารถพัฒนาประเทศของตัวเองให้ยิ่งใหญ่ได้เสียที

ฉากการออกข้อบังคับการเป็นเพื่อนรักของทั้งสองหนุ่ม เป็นการบ่งบอกความอ่อนหัดและไร้เดียงสาได้เป็นอย่างดี การตั้งกฎหลายต่อหลายข้อเพื่อบอกคนอื่นว่าเราเป็นเพื่อนรักกัน แต่กลับไม่สามารถทำได้จริงนั้น แถมยังปกปิดความจริงไว้เป็นความลับให้ถึงที่สุด เป็นการเสียดสีได้อย่างเจ็บแสบสันต์ ในการวิพากษ์การเมืองของ Alfonso Cuarón ซึ่งก็เปรียบไม่ต่างกับนโยบายต่างๆของรัฐบาลที่เหลวจนไม่สามารถทำได้

มิหนำซ้ำการทะเลาะกัน จนถึงขั้นตัดขาดความเป็นเพื่อน หลังจากทั้งสองไม่สารถรักษากฎของความเป็นเพื่อนได้ จนลุยซ่า ต้องกระเสือกกระสนออกจากรถไป เพราะไม่สามารถทนรับสภาพของการบาดหมางกันเองของคนทั้งสองได้ แม้สุดท้ายเด็กทั้งสองจะยอมตกอยู่ในอำนาจของลุยซ่า เพื่อให้ทริปนี้ยังคงดำเนินต่อไป ก็เป็นอาการที่น่าขันที่สุด ที่เด็กทั้งสองต้องตกอยู่ในอาณัติของหญิงสาวทั้งๆที่ ความตั้งใจแรกคือการรวมหัวกันเพื่อจะหลอกฟัน ลุยซ่า

โดย ลุยซ่า ตั้งข้อบังคับ ของเธอขึ้นมาใหม่ทั้งหมด และที่สำคัญหลังจากฉากนี้ ความสงบเรียบร้อยก็กลับมาเยือนบุคคลทั้งสามอีกครั้งหนึ่ง หรือนี่เป็นการป่าวประกาศประชดชันแบบขอไปทีของ Alfonso Cuarón ในการมองภาพความภาพขัดแย้งทั้งสองกลุ่ม โดยการให้ตกเป็นเบี้ยล่างของสเปนอีกครั้งหนึ่ง หรือจะเป็นภาพความไกล่เกลี่ยของคนกลาง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทิศทางใด Alfonso Cuarón ทำได้อย่างงดงามและลุ่มลึก

ฉากจุดไคลแม็กซ์ของเรื่อง ซึ่งเป็นฉากที่ทั้งสาม มีความสนุกสนานครื้นเครง เพื่อนทั้งสองปรับความเข้าใจและกลับเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนกล้าพูดจาสัปดนต่างๆซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ที่ชัดเจนและน่าเวทนาก็คือการที่ ฮูลิโอ้ สารภาพว่า เคยมีอะไรกับแม่ของเทนอช แทนที่เทนอช จะโกรธแต่กลับหัวเราะร่าเริง และบอกว่าทั้งสองคือพี่น้องร่วมสาบาน รวมทั้งลุยซ่า ก็สั่งสอนวิธีการปฎิบัติภารกิจทางเพศให้นิ่มนวล เพื่อความสุขทั้งสอง ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

และเมื่อทุกอย่างลงตัว ทุกอย่างเป็นดำเนินไปด้วยดี การสนทนาดำเนินไปอย่างครื้นเครง ลุยซ่าเดินไปหยอดเหรียญให้ตู้เพลงบรรเลง Si no te hubieras ido ของนักร้องหนุ่มเม็กซิโก พร้อมเดินกลับแบบกึ่งเดินกึ่งเต้นเข้ามาที่โต๊ะที่ทั้งหนุ่มนั่งอยู่ แต่สิ่งน่าประหลาดใจผู้ชมก็คือ การที่ ลุยซ่า มองกล้อง แล้วเดินเข้าหากล้อง ก่อนที่กล้องจะค่อยๆถอยหลัง และเมื่อมาถึงที่โต๊ะเด็กทั้งสองคน ก็เข้าเต้นร่วมวง เป็นฉากที่น่าประทับใจ และมีพลังดึงดูดให้น่าจดจำที่สุดฉากหนึ่ง เหมือนเป็นการสื่อสารด้วยภาพที่บอกถึงความเป็นอิสรภาพจากทุกสิ่งที่โยงใย พันธนาการ และขัดแย้ง ให้จมปลักกับบางสิ่งของคนทั้งสามคน แต่ถูกระเบิดออกด้วยฉากนี้ทั้งหมด

ก่อนที่ภาพจะตัดมา ในห้องที่เหมือน จะเป็นฉากเซ็กซ์ ที่นุ่มนวล และมีความสุขที่สุด ของคนทั้งสาม แต่หนังยังคงแสดงภาพของ ลุยซ่า เป็นคนกลางของเส้นแบ่งของ 2 ขั้ว ไม่เสื่อมคลาย และนั่นมันทำให้ มันกลับกลายเป็นฉากเซ็กซ์ ที่ประหลาดใจคนดูที่สุด นั่นคือ ทั้งสองหนุ่ม กลับร่วมรักกันเอง ไม่ว่าจะตีความด้วยจิตวิทยาทางเพศ หรือจะวิเคราะห์ด้วยนัยยะแฝงทางการเมืองของหนัง แต่มันก็สื่อสารได้อย่างตรงไปตรงของความขัดแย้งที่มีทั้งหมด มันเป็นเพียงอุดมการณ์ขวางกั้นเส้นบางๆ ที่อุบัติขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของการยกแสดงประกอบภาพโดยรวมขึ้นมาอย่างคร่าวๆ แต่ในความเป็นจริงนั้นอาจกล่าวได้ว่า Y Tu Mamá También มีแง่มุมลึกลับซับซ้อนที่เกินกว่าคนนอกบริบทสังคมจะเข้าใจได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

จนอาจเรียกได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความมั่งคั่งร่ำรวยในการใช้สิ่งที่อยู่ในองค์ประกอบภาพนำเสนออย่างมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญญะแฝงในบริบทสังคมความร่วมสมัยของประเทศเม็กซิโกแทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของผู้กำกับ Alfonso Cuarón ที่ทำออกมาได้อย่างมีมิติที่ลุ่มลึก จนไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้หมดในครั้งแรกที่ชม

หากกล่าวโดยภาพรวม แม้ภาพยนตร์จะมีภาพฉากของเซ็กซ์ที่เป็นที่กล่าวขวัญ จนประเทศไทยตกเป็นเหยื่อในการเซนเซอร์ แต่เพศในแบบที่ไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มทั้งสอง มันกลับมีนัยยะซับซ้อน โยงใยเป็นดั่งผลงานศิลปะในแบบ Realism ที่มองภาพความจริงในสังคมอย่างมีมิติน่าค้นหา

และมันเชื่อมโยงคำว่าค้นหา ไปในแต่ละตัวละครอย่างลึกลับ การค้นหาตัวเองเรื่องเพศของเด็กหนุ่ม การค้นหาความหมายชีวิตในช่วงสุดท้ายของชีวิตของสาวสเปน การค้นหาประวัติศาสตร์และสังคมที่ซับซ้อนของเม็กซิโก การค้นพบว่าความขัดแย้งซึ่งเป็นภาพมายาของชีวิตมนุษย์ การค้นพบตัวตนที่แท้จริงของการดำรงร่วมกันในสังคม การค้นพบหาด”ปากสวรรค์” และการตรวจสอบความจริงที่มักจะถูกปกปิดไว้ในจิตใจ

ทั้งหมดที่กล่าวมา ภาพยนตร์ Y Tu Mamá También อาจมีค่าเป็นศิลปะร่วมสมัยที่น่ายกย่องและเทิดทูนของคนร่วมสมัยในเม็กซิโก ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้อาจสอนให้รู้ว่า ภาพที่ฉาบหน้าด้วยของหวานยวนใจ แต่ภายในอาจมีความลึกลับดำซ้อนให้ผู้คนได้ค้นหาเป็นดังศิลปะที่อยู่เหนือกาลเวลา แต่น่าเสียดายที่ ศิลปะมันเข้าถึงยาก กองเซนเซอร์ไทยจึงมองเห็นแค่ ฉากยั่วยุกามารมณ์ และสั่งฟันฉับว่า “อย่างนี้ต้องโดนแบน” โอ้อนิจจา ! เสรีภาพของปวงชนชาวไทย

คะแนน 8.5/10
เกรด A+

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ